เปิดใจ “เพ็ญจันทร์ ล้อสีทอง”
CEO คนเก่ง แห่ง เอสพีเจ กรุ๊ป ประเทศไทย

วันนี้เราอยู่กันที่ลอบบี้  โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ  โรงแรมหรู 5 ดาว   ให้ความรู้สึกหรูหรา สองข้างผนังประดับด้วยผลงานศิลปะอันมีระดับและงานประติมากรรม จากฝีมือของศิลปินชาวไทยที่รังสรรค์ออกมาเพื่อโรงแรมนี้โดยเฉพาะให้ชมเพลินเลยค่ะ พนักงานที่นี่ให้การต้อนรับด้วยร้อยยิ้ม ประทับใจ

เรามีนัดสำคัญกับผู้บริหารคนเก่ง คุณเพ็ญจันทร์ ล้อสีทอง CEO หญิงเก่งคนนี้นอกจากความประทับใจในบุคลิกภาพอันสง่างาม มีความเป็นผู้นำของเธอแล้ว เมื่อได้พูดคุยกันก็ยิ่งรู้สึกทึ่งกับความสามารถในการบริหารธุรกิจของครอบครัว ที่ปัจจุบันมีอยู่ถึง 4 ธุรกิจด้วยกัน คือ  ทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานอาหารแช่แข็ง , ธุรกิจเกี่ยวกับผู้ตรวจสอบบัญชีวางแผนและวางระบบให้กับบริษัทต่างๆ ต่อด้วย ธุรกิจเกี่ยวกับสำนักงานบัญชี ปิดท้ายด้วย บริษัท เอสพีเจ กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าแบรนด์ ‘ปลาสลิดติดบ้าน’ ที่เปิดตัวไปแล้วและกำลังขยายตลาดเมืองไทยในแล้วตอนนี้

เพ็ญจันทร์ ล้อสีทอง CEO หญิงผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ปั้นแบรนด์ ‘ปลาสลิดติดบ้าน’ ช่วยวิสาหกิจชุมชน

เธอเล่าให้ฟังว่า ..” ดิฉันกลับจากสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2014 หลังจากที่ไปอยู่ดูแลธุรกิจของครอบครัว นั่นก็คือ บริษัท ไอทีฟู้ดฯ มาสิบกว่าปีพอกลับมาเมืองไทยดิฉันก็ยังคงช่วยดูแลธุรกิจของบริษัทอยู่ ซึ่งจะมีพี่ๆ น้องๆ ของเราเป็นผู้ถือหุ้น รวมทั้งผู้ถือหุ้นอื่น ๆ ด้วย โดยหน้าที่ของดิฉันก็คือ ดูแลบริษัทให้ทำรายได้ตอบแทนผู้ถือหุ้น รวมทั้ง เรื่องเงินเดือนของพนักงานทุกคน เนื่องจากบริษัทเราเป็นบริษัทขนาดกลางที่มีรายได้ปีละประมาณ 300 ล้านบาท

ดังนั้น หน้าที่สำคัญของดิฉันจึงต้องบริหารกิจการให้ดำเนินต่อไปด้วยดี นี่จึงถือเป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิตตอนนี้เลยก็ว่าได้ค่ะ นอกจากธุรกิจอาหารแช่แข็งแล้ว ปัจจุบันครอบครัวเรายังทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ทั้งเรื่องการบริหารงาน ความซื่อตรง ความซื่อสัตย์ ความขยัน รวมทั้งการเก็บออม ซึ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของเราเติบโตไปได้ด้วยดี นี่คือสิ่งที่เรายึดถือเสมอมา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ดิฉันคิดอยากลงมือทำไปด้วยตอนนี้ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่อยากวางอนาคตให้เป็นรูปเป็นร่าง และเป็นธุรกิจที่แข็งแรง จนสามารถนำบริษัทเข้าไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ นี่คือเป้าหมายที่ตั้งไว้อีกหนึ่งเป้าหมายค่ะ”

แน่นอนว่า การทำงานทุกอย่างย่อมมีอุปสรรคเข้ามาให้แก้ไขอยู่เสมอ แต่คุณเพ็ญจันทร์ ก็ยึดถือคติประจำใจที่ว่า “ปัญหาทุกปัญหามีทางแก้เสมอ” เพราะถ้าไม่มีปัญหาเข้ามาให้แก้ไข ก็จะไม่เกิดปัญญาขึ้นมาได้… ”เวลาเกิดปัญหา ดิฉันจะมีหลักเกณฑ์ 3 อย่างที่ต้องเตรียมพร้อมไว้เสมอ นั่นก็คือ เวลา สติ และเงิน เพราะถ้า เรามี 3 ข้อนี้พร้อมอยู่แล้ว เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ในการทำงาน ดิฉันมั่นใจว่าจะใช้ทั้ง 3 สิ่งที่มีนี้แก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี พูดง่ายๆ ว่าประสบการณ์จะเป็นครูสอนเรา แล้วเรายังสามารถนำประสบการณ์ ที่ผ่านมานั้น มาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่เข้ามาในการทำธุรกิจใหม่อย่างการทำสินค้าแบรนด์ปลาสลิดติดบ้าน ด้วยเช่นกัน แต่ก็ต้องเรียนรู้กันไป

ส่วนอีกคติหนึ่งที่ดิฉันใช้ประจำก็คือ “เจ็บแล้วต้องจำ” หากธุรกิจไหนเคยพลาด หรือเคยมีจุดบอดตรงไหน เราก็จะนำประสบการณ์นั้นมาค่อยๆ ช่วยแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า ดิฉันจะใช้หลักคิดที่ว่า การทำธุรกิจสักอย่างหนึ่ง เราต้องถือทั้งหมดที่มีอยู่ไว้ในมือ 100 เปอร์เซ็นต์ก่อน จากนั้นก็จะนำ 100 เปอร์เซ็นต์นั้นลงไปในตลาด ฟีดแบคในอนาคตจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ในมือเราจะต้องไม่พลาด คือการทำธุรกิจนั้นการตลาดเราไม่สามารถไปกำหนดมันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ไงคะ แต่อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ที่อยู่ในมือเราเนี่ยต้องชัวร์ก่อนเลย จากนั้นก็ค่อยๆ หาทิศทางและ ปรับธุรกิจไปตามสถานการณ์จนกว่าจะลงตัว”

นอกจากงานบริหารบริษัทต่างๆ ซึ่งเป็นงานหลักแล้ว ผู้บริหารหญิงเก่งยังทำงานสังคมในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การช่วยเหลือสังคม โครงการปลูกต้นไม้ และการเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กด้อยโอกาส เป็นต้น เรียกว่าทำอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว และปัจจุบันก็ยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินการประกวดมิสแกรนด์ กรุงเทพฯ เป็น ที่ปรึกษาของมูลนิธิฮ.สีฟ้า เป็นนายกสมาพันธ์นางงามมิตรภาพเพื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมสื่อสารมวลชนพัฒนาธุรกิจ เป็นที่ปรึกษาสมาคมสตรีไทยสากล และยังเป็นสมาชิกขององค์กร BNI (Business Network International) อีกด้วย

เมื่อถามถึงบุคคลที่เป็นต้นแบบในชีวิต ผู้บริหารหญิงเก่งเผยว่า มีพี่ชายเป็นไอดอลคนสำคัญในใจ “พี่ๆ ของ ดิฉันโดยเฉพาะพี่ชาย คือไอดอลคนสำคัญเลยค่ะ เพราะเขาเป็นผู้บุกเบิกการเปิดบริษัททำธุรกิจอาหารแช่แข็งของครอบครัวเรา ที่เริ่มต้นกันมาตั้งแต่ 30 กว่าปีก่อน จนอยู่มาถึงทุกวันนี้ พี่ชายของดิฉันเป็นผู้ที่เสียสละอย่างแท้จริง ด้วยความที่ครอบครัวเรามีพี่น้องทั้งหมดตั้ง 12 คน โดยดิฉันเป็นน้องคนสุดท้อง คืออยากบอกว่าพี่ชายของดิฉันเป็นคนที่รักครอบครัว รักพี่ๆ น้องๆ มาก เขาดูแลบริหารธุรกิจของครอบครัวมาตั้งแต่ดิฉันยังเด็ก เรียกว่ามีความเสียสละและดูแลครอบครัวอย่างดีที่สุดเสมอมา ด้วยความเสียสละของเขานี่แหละทำให้ดิฉันซึ้งใจมาจนถึงทุกวันนี้ แม้วันนี้พี่ชายคนนี้จะไม่อยู่แล้ว แต่ดิฉันก็ได้เรียนรู้และจดจำการบริหารจัดการธุรกิจ การดูแลพนักงาน และดูแลครอบครัว ตามรอยพี่ชายคนนี้เลยละค่ะ

ขอกลับมาพูดถึงสินค้าแบรนด์ปลาสลิดติดบ้านบ้าง ดิฉันเริ่มต้นธุรกิจนี้เมื่อปลายปี 2019 จุดเริ่มต้นก็สืบเนื่องมาจากบริษัทแรกซึ่งทำธุรกิจอาหารแช่แข็งส่งขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตที่สหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่นั่นแหละค่ะ คือช่วงหนึ่งดิฉันต้องไปบริหารงานที่สหรัฐฯ ประมาณ 15 ปีทำให้รู้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารแช่แข็งนั้นลูกค้าตอบรับดีมาก ยอดขายไม่เคยตกเลย ได้แก่ปลาสลิดฯ โดยเฉพาะโซนที่คนเอเชียอาศัยอยู่ด้วยแล้ว ยิ่งชอบมาก ส่วนเหตุผลที่เริ่มต้นทำแบรนด์ปลาสลิดติดบ้าน ก็เพราะพอกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว รู้สึกว่าตัวเองมีเวลาว่างเยอะมาก คือดิฉันจะเข้าไปตรวจโรงงานแค่สัปดาห์ละ 1 วันเท่านั้น เนื่องจากเรามีลูกน้องที่ดูแลบริหารโรงงาน ให้อยู่แล้ว ที่จริงแรกเริ่มเลยดิฉันเปิดบริษัทตรวจสอบบัญชีก่อนในปี 2015 ตามด้วยบริษัทเซ็ตอัพสำนักงานบัญชีในปี 2018 เมื่อทุกอย่างอยู่ตัวก็ปล่อยให้ลูกน้องดูแล

พอเดือนพฤศจิกายน 2019 ดิฉันจึงเปิดบริษัท เอสพีเจ กรุ๊ป ประเทศไทยฯ และสร้างแบรนด์ปลาสลิดติดบ้านขึ้นมา เนื่องจากตอนนั้นตัวเองอยากทานมาก แต่ หาซื้ออยากจัง แล้วอีกอย่างปลาสลิดที่ขายตามตลาดทั่วไป พอลองทานแล้ว ทั้งรสชาติและกลิ่นของมันนั้น เรารู้สึกว่ายังคุณภาพไม่ดีพอ แถมปลายังตัวเล็กมาก แม้จะเดินดูหลายตลาดแล้วก็ยังไม่เป็นที่พอใจ แพ็กเกจจิ้งก็ไม่มี เวลาจะส่งให้ใครก็ไม่สะดวก เพราะด้วยกลิ่นที่แรงของมันน่ะแหละค่ะ”

เมื่อคิดได้แบบนั้น ผู้บริหารหญิงเก่งก็เดินหน้าเริ่มต้นธุรกิจด้วยการให้ฝ่ ายจัดซื้อของ บริษัท ไปสั่งซื้อปลาสลิดจากวิสาหกิจชุมชนของ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะเพาะเลี้ยงปลาคุณภาพ ปลอดเชื้อ ไม่มีสารเคมีตกค้างที่ก่อให้เกิดมะเร็งด้วย การเลี้ยงปลาตามธรรมชาติ จากนั้นจึงนำปลาที่สั่งซื้อมาผ่านไลน์การผลิตที่โรงงาน คือทำความสะอาด หมักเกลือ แล้วนำมาตากแดดในโดม จนออกมาเป็นแพ็กเกจจิ้งที่สวยงาม และสะดวกต่อการขนส่ง ยิ่งเมื่อลองรับประทานก รู้สึกได้ว่าอร่อย มีคุณภาพ สามารถหยิบขึ้นมาทอดหรือทำอาหารได้เลย สมกับชื่อของแบรนด์ “ปลาสลิดติดบ้าน” เชียวละ “จุดเด่นของปลาสลิดติดบ้านก็คือ กรรมวิธีการผลิตที่นำปลามาตากแดดในโดมปิด จึงมั่นใจในความสะอาด ไม่มีแมลงวัน และยาฆ่าแมลง ที่สำคัญเราใช้ปลาตัวเมียที่มีเนื้อเยอะมีไข่ โดยคัดไซส์ขนาดตัวเท่ากันหมดในแพ็กเดียว แล้วยังผ่านการฟรีซที่อุณหภูมิ-40 องศาฯ แบบใส่ถาดเหล็กเรียงกันสองชั้น พร้อมทั้งเข็นเข้าห้องเย็นซึ่ง เป็นการถนอมอาหารแบบคุณภาพไม่เปลี่ยน ที่สำคัญเกล็ดน้ำแข็งจะไม่แทรกเข้าไปในเนื้อปลา โดยเราจะนำปลาเข้าห้องฟรีซครั้งละ 8 ตัน และด้วยความที่เราตากแดดเสร็จแล้วนำเข้าฟรีซภายใน 3 ชั่วโมง จึงทำให้ปลาไม่มีกลิ่นเหม็นตุ เนื่องจากได้ตากแดดในปริมาณที่พอเหมาะ 1 แดด

จุดสำคัญอีกอย่างก็คือโดมตากปลา ของเรานั้นสามารถรวบรวมพลังงานแสงอาทิตย์ให้มีความร้อนที่มากกว่าใช้แดดธรรมดาราวๆ 36-38 องศาฯ แม้วันไหนไม่มีแดด แต่โดมก็จะเก็บความร้อนไว้ได้สูงกว่าภายนอก 2-5 องศาฯ ทาให้น้ำมันที่ผิวปลาออกมาหมด ปลาจึงไม่มีกลิ่นเหม็นหืน แถมแต่ละแพ็กที่บรรจุปลาสลิดก็จะมีกระดาษซับน้ำทุกตัวเลยค่ะ เมื่อมีการขนส่งก็จะมีดรายไอซ์ที่ช่วยเก็บรักษาอุณหภูมิด้วย ดังนั้น หากไปเก็บต่อในช่องฟรีซก็จะเก็บได้นานถึง 6 เดือน แต่ถ้าเก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาก็จะเก็บได้ 1 เดือน แล้วเรายังแวคคัมปลาแบบถุงละ 1 ตัว ซึ่งข้อดีก็ คือหากรับประทานไม่หมดก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องฟรีซเซอร์เบิร์น อีกอย่างกล่องแพ็กเกจจิ้งยังสวยงาม สามารถเก็บความเย็นได้นานเวลาขนส่งหลายวันโดยไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องคุณภาพ รวมทั้งมีการใช้กล่องโฟมและดรายไอซ์ในการขนส่งด้วย พูดได้ว่าเราผลิตสินค้าด้วยความใส่ใจและดูแลเรื่องคุณภาพจนถึงมือผู้บริโภคทุกคน ที่ สำคัญสินค้าเรามี อย.ครบถ้วนค่ะ”

คุณเพ็ญจันทร์ ยังได้เสริมว่า ได้วางกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าแบรนด์ปลาสลิดติดบ้านไว้ 3 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มผู้บริโภคที่แท้จริง, กลุ่มตัวแทนจำหน่าย และกลุ่มตัวแทนจำหน่ายที่ไม่ต้องลงทุน เพียงแต่ทำหน้าที่หาลูกค้าให้ แล้วก็ได้ เปอร์เซ็นต์ไป ซึ่งตอนนี้เธอก็ได้วางแผนด้านการบริหารจัดการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีการเปิดแฟรน ไชส์สำหรับผู้ที่สนใจอีกด้วย “ด้วยความที่ดิฉันไม่ได้อยู่เมืองไทยมานาน พอเริ่มต้นธุรกิจใหม่ แน่นอนว่าก็เหมือนเราเริ่มต้นจากศูนย์เลย คือ นอกจากวางแผนธุรกิจแล้ว เรายังต้องหาลูกค้าใหม่ๆ หาพันธมิตรใหม่ๆ รวมทั้งต้องวางแผนการตลาดใหม่ทั้งหมดด้วย ตอนนี้สินค้าแบรนด์ปลาสลิดติดบ้าน มีทั้ง ‘ปลาสลิดฟิลเลต์’ คือเนื้อปลาสลิดที่แล่แล้ว ‘ปลาสลิดแดดเดียว’ ปลาสลิดพร้อมทอด และ ‘ปลาสลิดแบบที่ทอดแล้ว’ ซึ่งสินค้าทั้ง 3 ประเภทนี้จะถูกบรรจุในแพ็กเกจจิ้งอย่างดีเมื่อลูกค้าซื้อไปแล้วยังสามารถใช้วิธีทอดได้ทั้งหม้อทอดไร้น้ามัน หรือจะทอดโดยใช้กระทะปกติและใช้น้ำมันก็ได้

สำหรับช่องทางออนไลน์ ลูกค้าสามารถอัพเดตรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ปลาสลิดติดบ้าน ได้ที่ Facebook FANPAGE : ปลาสลิดติดบ้าน Website www.tidbarn.com และ Line : @ปลาสลิดติดบ้าน และในอนาคตอันใกล้นี้ เราก็กำลังติดต่อเพื่อนำสินค้าเข้าไปขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต ตาม ห้างสรรพสินค้า รวมทั้งตามร้านอาหารต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการเปิดแฟรนไชส์และรับตัวแทนจำหน่ายตามภาคต่างๆ ของประเทศไทยอีกด้วยค่ะ”