‘อรวีร์ สมจิตร’ ความสุขคือการใช้ชีวิตเรียบง่าย ได้ทำธุรกิจที่ตัวเองรัก และได้ช่วยเหลือสังคม

‘อรวีร์ สมจิตร’ ความสุขคือการใช้ชีวิตเรียบง่าย ได้ทำธุรกิจที่ตัวเองรัก และได้ช่วยเหลือสังคม
ถ้าพูดถึงนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หญิงเก่งชื่อดังในแถบจังหวัดทางภาคอีสานแล้ว หลายคนมักจะนึกถึงชื่อของ ‘อ้อ-อรวีร์ สมจิตร’ หญิงเก่งผู้มีใบหน้าสวยสดใสและดูอ่อนกว่าวัย 60 ปลายๆ ของเธอเป็นอย่างมาก นอกจากธุรกิจที่ดินแล้วคุณอ้อยังมีธุรกิจอื่นๆ อย่างธุรกิจร้านอะไหล่ยนต์ และธุรกิจร้านทองและเพชรพลอย ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีรากฐานมั่นคงอยู่ที่จังหวัดเลยอีกด้วย แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ชีวิตเธอมีจุดเริ่มต้นอย่างไร ลองไปฟังจากปากคุณอ้อกันเลย

“ครอบครัวของดิฉันอาศัยอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี เดิมทีแม่ของดิฉันมีอาชีพขายเสื้อผ้า ส่วนคุณพ่อก็ทำงานได้รับเงินเดือนในสมัยนั้นแค่ 600 บาท แต่ด้วยความที่คุณแม่ของดิฉันเป็นคนมัธยัสถ์และประหยัดในเรื่องการใช้เงินมาก ทุกเดือนเวลาคุณพ่อให้เงินมา คุณแม่ก็จะเก็บออมเงินไว้เดือนละ 200 บาททุกเดือน พอเก็บไปสิบเดือนก็ได้เงิน 4,000 บาท ซึ่งสมัยนั้นเงินจำนวนนี้ถือว่าเยอะพอสมควรสำหรับคนที่อยู่ต่างจังหวัด


ทีนี้คุณแม่ก็นำเงินเก็บ 4,000 บาทนั้นไปลงทุนซื้อที่ดินที่อุดรไว้ 1 ไร่ หลังจากนั้นไม่กี่ปีที่ดินแปลงนี้ก็ขายไปได้ในราคา 40,000 บาท ซึ่งถือว่ามูลค่าของที่ดินเพิ่มขึ้นเยอะมาก พอโตมาอายุประมาณ 14 ปี ดิฉันก็รู้สึกว่าตัวเองชอบธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์นี้มากๆ เนื่องจากได้เห็นการซื้อที่ดินแบบซื้อมาและขายไปที่คุณแม่ทำ ตั้งแต่นั้นดิฉันก็เลยยึดคุณแม่เป็นแบบอย่างในการเริ่มทำธุรกิจที่ดิน ตอนนั้นในใจคิดแค่เพียงว่ามันเป็นสิ่งที่น่าทำเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่ซื้อที่ดินทิ้งไว้ แล้วรอเวลาที่เหมาะสม ที่ดินนั้นก็อาจจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น จากซื้อหมื่น ก็ขายแสน หรือซื้อแสน ก็ขายล้านได้ในอนาคต”

คุณอ้อเล่าว่า ในช่วงที่ตัวเองเรียนจบจากวิทยาลัยอาชีวะใหม่ๆ ตอนนั้นเธอก็ช่วยคุณแม่ขายเสื้อผ้า และค่อยๆ เก็บเงินซื้อที่ดินเก็บไว้บ้างตามกำลังเงินที่มี เพราะคิดเพียงอย่างเดียวว่าราคาที่ดินมันจะต้องขึ้นแน่นอน ซื้อทิ้งๆ ไว้ก่อน เดี๋ยวมันก็ดีเอง


“ช่วงที่เรียนจบอาชีวะแล้วนั้น ด้วยความที่เรายังเป็นวัยรุ่นอยู่ ยังรักสวยรักงาม และชอบความท้าทาย วันหนึ่งดิฉันก็เอ่ยปากขอคุณแม่ว่าอยากจะเข้ามาเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าที่โรงรียนในกรุงเทพฯ คุณแม่ก็อนุญาต จำได้ว่าช่วงนั้นมีประกวดนางงามพอดี ดิฉันจึงแอบไปสมัครเข้าประกวดนางสาวไทยในยุคนั้น ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ ‘กนกอร บุญมา’ เข้าประกวดด้วย พอไปสมัครเรียบร้อยปั๊บ หนังสือพิมพ์ก็มาขอถ่ายรูปเราไปลงข่าว เพราะเห็นว่าเราเป็นหนึ่งในผู้สมัครที่เป็นสาวน้อยจากภาคอีสาน ซึ่งรูปร่างสูงโปร่ง จมูกโด่ง ตาโต (สมัยเรียนดิฉันเคยเป็นดรัมเมเยอร์) ดูน่าสนใจดี แต่ในวันต่อมาเมื่อคุณแม่เห็นข่าวเท่านั้นแหละ ท่านก็เรียกตัวดิฉันกลับมาอุดรทันที พร้อมทั้งจับคลุมถุงชนหรือจับแต่งงานกับสามี ซึ่งตอนนั้นเขาทำบริษัทขนส่งอยู่ที่อุดร จนเรามีลูกด้วยกันถึง 4 คน เป็นผู้หญิงสองคน และผู้ชายสองคน


และเพื่อเป็นการสร้างฐานะครอบครัวให้มั่นคงยิ่งขึ้น ดิฉันกับสามีก็ตัดสินใจไปซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์ที่จังหวัดเลย ที่เราเลือกจังหวัดนี้เพราะรู้สึกว่าที่นั่นอากาศเย็นและน่าอยู่ จากนั้นเราก็ใช้อาคารพาณิชย์เปิดเป็นร้านขายรถแทร็กเตอร์ ขายอะไหล่ยนต์ รวมทั้งเปิดร้านขายทองและเพชรพลอยควบคู่ไปด้วย โดยร้านขายอะไหล่ยนต์และแทร็กเตอร์จะมีพื้นที่ใหญ่ที่สุด แม้จะทำธุรกิจหลายอย่าง แต่ในใจดิฉันก็ยังคงชอบการซื้อขายที่ดินอยู่ดี ช่วงนั้นจึงมีการซื้อที่ดินเก็บไว้บ้าง เจ้าไหนมาเสนอขายในราคาที่ไม่แพงมากนัก ถ้ามีเงินเราก็จะซื้อเก็บไว้ เรียกว่าเป็นการซื้อมาขายไป และสร้างกำไรให้เราได้พอสมควร”

คุณอ้อเสริมว่า ปัจจุบันเธอมีที่ดินที่ซื้อเก็บไว้พอสมควร รวมทั้งหมดก็ประมาณ 200 ไร่ แต่ด้วยความที่ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก จึงยังคงต้องถือที่ดินไว้ในมืออยู่ ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อโควิด 19 หมดไป เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ทำอยู่ก็น่าจะเริ่มกลับมาดีขึ้น


“ปัจจุบันนี้แม้ทุกอย่างในชีวิตจะลงตัวแล้ว ลูกๆ ทั้ง 4 คนก็ไม่น่าห่วง เพราะส่วนใหญ่ก็ทำงานรับราชการ ส่วนหลานๆ และสมาชิกในครอบครัว ดิฉันก็ดูแลให้พวกเขามีความสุขตามอัตภาพอย่างทั่วถึง แต่สำหรับโดยส่วนตัวดิฉันเองแล้ว กลับคิดว่าชีวิตตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จซะทีเดียว เนื่องจากดิฉันมีความฝันว่าอยากจะสร้างศูนย์ช่วยเหลือเด็กกำพร้าและเด็กที่ด้อยโอกาสในสังคมให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เพราะในสังคมทุกวันนี้ยังมีทั้งเด็กเร่รอน เด็กที่โดนพ่อแม่ทารุณ เด็กที่อดอยาก และเด็กที่ไร้การศึกษาอยู่มากมาย ดิฉันจึงมีความคิดที่อยากจะตั้งศูนย์ช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ให้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้สักวันหนึ่งค่ะ
ส่วนความฝันอีกอย่างหนึ่งก็คือ ดิฉันอยากจะเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การประกวดเฟ้นหาสาวงาม หรือการประกวดเฟ้นหาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถ หรือไม่ก็เป็นผู้จัดละครทางช่องทีวีไปเลย ซึ่งเหตุผลสำคัญก็คือ อยากจะเปิดโอกาสให้กับคนในสังคมได้มีความกล้าที่จะแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส แต่หน้าตาดี มีความสามารถ และมีพรสวรรค์ ได้รับโอกาสดีๆ ในชีวิตบ้าง แต่ความฝันนี้คงต้องปรึกษากับเพื่อนๆ และผู้สนับสนุนหลายๆ ฝ่ายดูก่อน”

คุณอ้อบอกว่า คติประจำใจที่เธอยึดถือมาตลอดทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตก็คือ ทำอะไรก็ตามต้องทำด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกิจค้าขาย หรือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็ต้องมีความซื่อสัตย์ทั้งกับลูกค้าและซื่อสัตย์ทั้งกับตัวเอง ต้องเป็นผู้ให้ก่อน แล้วถึงจะเป็นผู้ได้รับ ที่สำคัญต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วย


“ทุกวันนี้ดิฉันใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดเลยเป็นหลัก นานๆ จะเข้ามากรุงเทพฯ สักเดือนละครั้งเพื่อมารวมตัวกับเพื่อนๆ กลุ่มปฏิบัติธรรม ปัจจุบันดิฉันใช้ชีวิตเรียบง่าย ชอบอยู่ต่างจังหวัด อยู่กับธรรมชาติ ช่วงที่ทำงาน ส่วนใหญ่แล้วจะเดินทางไปทำธุรกิจอสังหาฯ แถบโซนภาคอีสาน เช่น อุดร ขอนแก่น และชัยภูมิ ซะมากกว่า
สำหรับการดูแลตัวเองในวัยนี้ ดิฉันก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ตื่นนอนก็ทำงาน เหนื่อยก็พักผ่อน การกินการอยู่ก็แบบสบายๆ เน้นทางสายกลาง ทานอาหารแบบชาวบ้านทั่วไป ทานให้ได้สารอาหารครบก็พอ พูดง่ายๆ ว่าใช้ชีวิตอยู่แบบสมถะพอเพียงในแบบของตัวเราเองค่ะ ปัจจุบันดิฉันก็จัดสรรเงินทองที่ได้จากการทำธุรกิจในรูปแบบเงินกงสี โดยแบ่งให้ลูกๆ ทุกคนเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังสอนให้ลูกๆ ช่วยเหลือสังคมเมื่อมีโอกาส โดยเฉพาะการให้ทุนการศึกษากับเด็กกำพร้าหรือเด็กด้อยโอกาสเนี่ย ดิฉันจะสอนให้ลูกๆ ทุกคนคอยให้ความช่วยเหลือสังคมตามที่พวกเขาทำได้อยู่เสมอ
ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี แถมยังมีโรคโควิด 19 ระบาดแบบนี้ ทำให้ชีวิตผู้คนลำบากกันถ้วนหน้า ดิฉันจึงอยากจะให้กำลังใจทุกคน อยากให้ใช้ชีวิตแบบพอเพียง รู้จักการเก็บออมไว้บ้าง สิ่งใดไม่จำเป็นก็อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ใครที่มีมากมายจนเหลือกินเหลือใช้ ก็อยากให้ช่วยเหลือจุนเจือคนที่ลำบากบ้าง ดิฉันเชื่อว่าเมื่อวิกฤตทั้งหลายผ่านไปแล้ว ทุกคนก็จะสามารถลุกขึ้นได้เร็ว ส่วนทางด้านจิตใจก็อยากให้ยึดหลักธรรมะ รู้จักปล่อยวาง ใครเขาจะด่าจะว่า ใครจะติฉินนินทาก็ปล่อยวางให้ได้ เมื่อจิตใจของเราดีแล้ว ร่างกายของเราก็จะดีไปด้วย แล้วมันจะทำให้เรามีพลังในการใช้ชีวิตต่อไปค่ะ”


วันนี้คุณอ้อได้ชวนหลานสาวซึ่งเป็นลูกของลูกสาวคนโต ชื่อว่า น้องเนย-ภัทรียา ธเนศถาวรกุล (อายุ 22 ปี) ซึ่งเรียนจบปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาสถิติ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ มาร่วมถ่ายรูปด้วย เรียกว่าหลานสาวคนนี้เป็นหลานรักที่อยากจะผลักดันให้ก้าวเข้ามาชิมลางงานในวงการบันเทิง เพราะอยากให้หลานสาวกล้าแสดงออกมากขึ้น หลังจากที่ จ๊อบ-ไตรรงค์ ชัยนรานนท์ ซึ่งเป็นลูกชายมีโอกาสเป็นนักแสดงโดยได้รับบท ‘ผู้กองชัช’ ในละคร ‘หนี้เกียรติยศ’ ทางช่อง 7 สี มาแล้ว…เอาเป็นว่า เรามาคอยเอาใจช่วยให้ความฝันของคุณยายยังสาวที่แสนใจดีคนนี้เป็นจริงได้ในทุกๆ เรื่องกันดีกว่า