Baikal ได้รับสมญานามว่า “ดวงตาสีฟ้าแห่งไซบีเรีย”

ฉันรู้จักที่นี่เมื่อปีก่อน จากไกด์ชาวจีนที่มอบหัวใจให้ไว้กับชาวไทย “คุณขวัญหนิวขอแวะซื้อเสื้อกันหนาวให้แฟนก่อนนะช่วยมาเป็นแบบใส่ให้หน่อย” เขาเอ่ยประโยคนี้ตอนที่เราเที่ยวอยู่ที่ ฮาร์บิน ประเทศจีน เมืองที่อากาศหนาวเย็นถึง-30 องศาเซลเซียส ในเวลากลางคืน เขากับแฟนกำลังจะเดินทางไป ไบคาลในทริปถัดไป เมื่อจบทริปของเราที่ฮาร์บิน นั้นคือจุดเริ่มต้นทำให้ได้รู้จักทะเลสาบไบคาล เขาส่งรูปวิวสวยๆมาทักทายทุกวัน แค่เห็นจากรูปถ่ายใจก็ละลาย

เริ่มชักชวนเพื่อนรุ่นพี่ที่สปีชี่ส์เดียวกันแล้วบอกให้คุณหนิวช่วยจัดทริปพาเราไปบ้าง ที่เลือกเขาเพราะเราชอบมุมมองการถ่ายรูป บวกกับเขาเป็นคนใจเย็นเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ เพื่อหามุมถ่ายภาพสวยๆ เอาไว้เป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจยามร่างกายหมดพลังที่จะออกเดินทาง ฉันกำหนด 3 เงื่อนไขคือ 1. ที่พักที่ดีที่สุดในเกาะ กลัวระบบไฟฟ้าไม่ดีเราจะหนาวตาย 2.ยานพาหนะ และอาหาร ต้องดีที่สุดเพราะว่าเป็นดินแดนที่หนาวจัดอาหารการรับประทานต้องลำบากมากแน่นอนและถ้ายานพาหนะไม่ดีก็ไม่ปลอดภัยอีกเช่นกัน 3. เลือก Land Operator ที่ดีที่สุดในไบคาลเพื่อเอาความรู้ ความสุภาพของไกด์ และรีบออกเดินทางโดยด่วน ทั้งๆที่มีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นเข้าคิวรออยู่มากมาย แต่ที่นี่ต้องมาให้ได้ในทันทีที่มีโอกาส 1 ปี ถัดมา เราก็พาตัวเองมาถึงที่ ไบคาล เขตไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย ไม่เคยนึกว่าที่นี่จะมีอะไรให้เที่ยวชมนอกเสียจากทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็งแตกลายงาสวยๆเท่านั้น

ไบคาล ชื่อที่ฟังดูคล้ายๆภาษาของชาวมองโกลเลีย แน่ล่ะก็ที่นี่ห่างจากมองโกลเลียแค่ 100 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น แต่ที่น่าแปลกคือมีการขุดพบซากไดโนเสาร์ที่มองโกเลีย แต่ไม่พบซากที่ไบคาลเลย เราสันนิษฐานว่าแถบนี้เป็นภูเขาไฟเยอะ และปะทุบ่อย โดยสัญชาตญาณ ของสัตว์อาจจะทราบว่าอันตรายเลยไม่เข้ามา

จะว่าไปแล้วรูปร่างของทะเลสาบก็คล้ายใบไผ่ ที่เรียวยาว อ่อนช้อย แต่มีก้านใบที่แข็งแกร่ง ใบที่หยาบและคาย แต่เหนียว เฉกเช่นไบคาลยามหน้าหนาวที่แข็งกระด้างและเย็นชา แต่คนไบคาลเองเขามองว่า มีรูปร่างเหมือนสตรีรูปงามกำลังกระโดดลงแม่น้ำ นี่คือจินตนาการของแต่ละคนไม่ว่าเราจะพรรณนาเช่นไร ผู้อ่านก็จะไม่อิ่มเอมใจเท่ากับการได้ไปเห็นด้วยตาตนเองแน่นอน

เมืองเอียร์คุตสก์เป็นเมืองที่มีพื้นที่รวม 8 แสนกว่าตารางกิโลเมตร 80% เป็นภูเขาและป่า มีประชากร 2 ล้านกว่าคน เฉลี่ยแล้ว 3 คนต่อตารางกิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในไซบีเรีย มีอดีตที่เต็มไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็นของสงครามโลกครั้งที่สอง ซากตึกที่ถูกทำลายไม่มีของจริงเหลือให้เห็นนอกจากในรูปถ่ายเก่าๆ ก่อนเกิดสงคราม

อดีตเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโบสถ์ออร์โธดอกซ์ ที่ใหญ่และสวยงามรองจากโบสถ์ในเมืองหลวงของรัสเซีย เป็นศูนย์กลางการสังสรรค์ของนักวิชาการ นักการเมืองและ นายทหาร ที่ถูกเนรเทศภายหลังเหตุการณ์ Decemberist Revolt แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่ถูกทำลายคือตึกเก่าสไตล์ยุโรปผสมไม้แกะสลักทรงโบราณ คล้ายๆ บ้านเรา ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ยังมีเหลือให้เห็นอยู่มากมาย บ้างถูกทิ้งร้าง บ้างก็ยังมีผู้อาศัย เราหลงเสน่ห์เมืองนี้ทันทีมันช่างเหมาะกับการเดินเล่น เดินชมงานศิลปะ ,รูปปั้นต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนน และในสวนสาธารณะ

หลายคนที่เคยมารัสเซียจะมองเห็นคนรัสเซียที่หล่อและสวยคมเข้ม คนรัสเซียในพื้นที่ไซบีเรีย มีลักษณะเป็นลูกผสมระหว่าง ชนพื้นเมืองไซบีเรีย คนมองโกเลีย และคนรัสเซียจากฝั่งยุโรปเข้าด้วยกัน ความหลากหลายทำให้แยกแทบไม่ออกและไม่รู้สึกแตกต่าง

แต่บุคคลิกของเขาช่างห่างไกลกับหน้าตาเหลือเกิน ใบหน้าเย็นชืด สายตาเย็นชา เฉยเมย แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับไกด์ชาวรัสเซียของเรา เธอคุยเก่ง ช่างเล่า มีเสน่ห์ มีมุกฮามาเรื่อยๆ พูดจีนเก่งกว่าภาษาอังกฤษเสียอีก คุณหนิวบอกว่าไกด์อย่างเธอหายากมากเพราะเก่งและพูดได้หลายภาษา แต่เรากับมองว่าไกด์อย่างเธอหายากเพราะมีคุณสมบัติพร้อมทุกด้านต่างหาก ด้วยสภาพอากาศของที่นี่คือหนาวหกเดือน ร้อนสุดประมาณ 15 องศาเซลเซียส อีกหกเดือน คนที่นี่เมื่อมีเงินจึงชอบมาเมืองไทย เพราะร้อนทั้งปีทั้งชาติและสะดวกสบาย ค่าครองชีพก็ไม่สูงเกินไป
ฉันแอบถามตัวเองว่าทำไมคนที่นี่เขาไม่ค่อยยิ้ม…. เพราะมันหนาวหรือเพราะความปวดร้าวในอดีตที่เคยเป็นคุกสำหรับขังนักวิชาการ ศิลปิน และนักโทษทางการเมือง คงไม่ต่างจากอัลคาทราช ที่เข้าแล้วไม่มีวันได้ออก ไร้ญาติขาดคนเยี่ยมเยือนเพราะการคมนาคมไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเช่นทุกวันนี้ จะว่าไปแล้วสมัยนี้คนไทยก็ไม่ต่างกับคนรัสเซียซักเท่าไหร่เพราะเขาชอบทำหน้าบึ้งหน้างอกับคนเป็นๆ ด้วยกัน เอาแต่ก้มหน้าก้มตายิ้มหัวเราะกับมือถือ

เราเริ่มกันที่ชมโบสถ์ออร์โธดอกซ์ Kazan Church สีขาวตัดกับสีส้มและสีทองที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นริมฝั่งแม่น้ำและเป็นโบสถ์ที่สวยที่สุดติด 1 ใน 3 ของรัสเซียภายในตกแต่งด้วยหินอ่อนนำเข้าจากอินเดียโดยช่างฝีมือจากจีน และภาพบนฝาผนังเป็นฝีมือของจิตรกรชาวอิตาเลียน ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องไปเยือน

และไปต่อที่ Baikal Limnological Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ทะเลสาบแห่งเดียวในรัสเซีย ที่นี่พวกเราใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมงเพื่อชมชีวิตสัตว์หายากใต้น้ำ และพืช

หลังจากนั้นมุ่งหน้าสู่หมู่บ้าน Listvyanka เมืองปากแม่น้ำอังการ่า ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญของ ชาวเอียร์คุตสก์ ที่ไหลลงสู่ทะเลสาบไบคาล อยู่ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบ หรือที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดีในนาม “ประตูสู่ไบคาล”

ชมพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมและชาติพันธุ์ทอล์ทซี่ แสดงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไซบีเรียนสมัยก่อนมีโบสถ์ไม้ บ้าน โรงเรียน ฟาร์ม และชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่รอบทะเลสาบ ช่างเป็นอดีตที่งดงามมากในสายตาเรา

สัญญาลักษณ์ ของไซบีเรียนคือสัตว์ในตำนานที่มีซื่อ “Babr” สัตว์ลึกลับในตำนานที่ไม่รู้หัวนอนและปลายเท้า ไม่มีที่มาที่ไปลักษณะเหมือนเสือโคร่งไซบีเรีย (ที่ปัจจุบันนี้หาดูได้ที่เมืองจีนเท่านั้น) สีดำสนิท ถูกปรับเปลี่ยนอุ้งมืออุ้งเท้าและเล็บใหม่ให้ดูมีพลังและแข็งแกร่ง มีความเชื่อกันว่ามันจะช่วยปกป้องประชาชน ชาวเมืองเอียร์คุตสก์ ในปากคาบตัวมิ้งหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ พลัง อำนาจ แต่มิเคยมีใครเคยเห็นตัวจริงๆ คงเป็นนิทานปรัมปราที่เล่าต่อๆกันมา เป็นความเชื่อมานานแสนนาน เหมือนตัว”เนสซี” ที่ล็อกเนสส์ หรือ ทะเลสาบเนสส์ เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่เช่นกัน อยู่ทางตอนเหนือของสกอตแลนด์

ทะเลสาบไบคาล เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีปริมาณน้ำมากเป็นลำดับที่สองของโลก มันใหญ่พอๆกับภาคใต้ของเราทั้งหมด มันลึกกว่า 1.6 กิโลเมตร ตามแนวแยกของแผ่นดินไหวที่เกิดเมื่อ 25-30 ล้านปีก่อน ตัวทะเลสาบอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลทำให้น้ำจากยอดเขาต่างๆ ไหลมารวมกันที่นี่ ก่อนจะไหลออกไปยังทะเลบอลติกทางทิศเหนือของประเทศรัสเซีย ที่บรรยายมามันน่าเบื่อแต่ก็น่าจะรู้เอาไว้บ้าง เพราะเรานั่งเรือสะเทินน้ำสะเทินบก Hovercraft boat จนเมื่อยก้น กว่า 8 ชั่วโมง บนแผ่นน้ำแข็ง ได้ระยะทางเพียงสองร้อยกว่ากิโลเมตร ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งของความยาวทะเลสาบที่ยาวกว่า 600 กิโลเมตร

และสิ่งที่ไม่ควรพลาดคือการนั่งกระเช้าขึ้นไปชมวิวทะเลสาบมุมสูงที่ Chersky Stone ที่มีชื่อตามนักสำรวจภูมิภาคไซบีเรีย Ivan Dmitrievich Chersky ด้านบนมีศาลาไม้ สำหรับนั่งชมความสวยงามของธรรมชาติ

การเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถตู้สมัยสงครามโลก คนขับต้องมีความชำนาญ รู้ว่าจุดไหนไปได้ จุดไหนมีสิ่งสวยงามซ่อนอยู่ หากไม่แล้วรถอาจจะต้องจมลงในทะเลสาบพร้อมผู้โดยสารก็เป็นได้ มีรถบางคันที่นักท่องเที่ยวขับกันเองตามอำเภอใจตกลงไปครึ่งคัน เดชะบุญที่คนขับไม่จมน้ำตาย เพราะอะไร? เพราะความไม่เคารพกฎกติกาการท่องเที่ยวนั่นเอง อะไรที่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ

เราพักที่เกาะโอคอน Olkhon Island เกาะใหญ่ที่สุดในทะเลสาบ ซึ่งมีประมาณ 30 เกาะ และเป็นเกาะเดียวที่มีผู้คนอาศัยอยู่ เกาะนี้ได้ชื่อว่าเป็นหัวใจของทะเลสาบไบคาล มาถึงตรงนี้เราจะเล่านิทานให้ฟัง

ไบคาลและตำนาน ภูเขา 3 พี่น้องที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบไบคาล กราเชรีย ไกด์ท้องถิ่นเล่าว่า

ภูเขา 3 พี่น้องนี้เกิดจาก …….

ครอบครัวหนึ่งที่อบอุ่นเขามีลูก 3 คน ผู้ชาย 2 คน
ผู้หญิง 1 คน เมื่อลูกสาวที่เติบโตเป็นสาวเต็มวัยได้หายไปจากบ้าน ผู้เป็นพ่อจึงสั่งให้ลูกชายทั้งสองออกตามหาน้องสาว พี่ชายออกตามหาน้องสาวอยู่นานทั่วทั้งเกาะในทะเลสาบแห่งนี้ จนพบว่าน้องสาวได้อาศัยอยู่กับคนรักที่ต่างหมู่บ้านอย่างมีความสุข พี่ชายทั้งสองจึงพากันกลับบ้านมาบอกพ่อแม่ว่า ไม่พบน้องสาวแม้แต่เงา

ความลับ ถ้าอยากให้เป็นความลับเราต้องไม่เอ่ยให้ใครฟัง เช่นดังเรื่องนี้ เมื่อพี่ชายมาพบ มีหรือที่คนเป็นพ่อจะรู้ไม่ทัน เมื่อพ่อมาพบก็โกรธลูกทั้งสามคนมาก ที่ริอ่านโกหก พ่อและแม่ จึงจับลูกทั้ง 3 คน มามัดไว้ที่เนินเขาริมทะเลสาปพร้อมทั้งสาปให้เฝ้าสถานที่แห่งนี้ตลอดไป

เมื่อสาปแล้ว พ่อ แม่ ก็ตรอมใจ ได้แต่เฝ้าอธิษฐานขอพรว่า ขอให้เด็กๆ เป็นคนดี ขอให้โลกนี้อย่ามีเด็กๆ ที่ชอบโกหกกันอีกเลย…

จบ…….อ่านแล้วคิดอย่างไร? อย่าเพิ่งอ่านความคิดเรานะ…………

เราคิดว่า: โลกนี้จะหาเด็กที่ไม่โกหกได้อย่างไรเพราะว่า พ่อแม่ ญาติๆ คนรอบๆข้าง เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี และยังพูดโกหกกับเด็กๆได้ทุกวัน แล้วเด็กพวกนั้นจะกล่าวแต่ความจริงได้อย่างไร ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นจริงไหม?

ตัวอย่างเรื่องโกหกที่เราได้ยินจากปากผู้ใหญ่ เช่น
อย่าไปไหนมืดๆนะ เดี๋ยวผีหลอก ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่กลัวผีทั้งๆที่มิเคยเจอผี

หรือ ถ้าซนมากๆ ตำรวจจะมาจับ ทุกวันนี้คนเกลียดและกลัวตำรวจกันแบบไม่มีเหตุไม่มีผล

วิธีการเดินทางไปทะเลสาบไบคาลซึ่งอยู่ติดกับประเทศมองโกเลียและใกล้ๆ ประเทศจีนจึงใช้เวลาบินแค่ 6 ชั่วโมงเราบินตรงโดยสายการบิน Siberia Airlines (S7) ที่มี ที่นั่งแบบชั้นธุรกิจ 8 ที่นั่งซึ่งปรับนอนไม่ได้ และ ชั้นประหยัด 138 ที่นั่ง

Photo / Story  : Kwanzaa